หน้าเว็บ

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

บทที่ 4 ภาษีธุรกิจเฉพาะ

บทที่ 4 ภาษีธุรกิจเฉพาะ

หัวข้อเนื้อหา

  1. ผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
  2. กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ
  3. รายรับที่ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณในภาษีธุรกิจเฉพาะ
  4. ฐานภาษีและอัตราภาษี
  5. การคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ
  6. การบันทึกรายการเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ
  7. การจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ
  8. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ
  9. เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และโทษ

    วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม

    หลังจากเรียนจบบทนี้แล้ว นักศึกษาสามารถ
    1. อธิบายได้ว่าใครบ้างที่กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
    2. อธิบายหน้าที่และความรับผิดของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
    3. คำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะของกิจการประเภทต่าง ๆ
    4. กรอกแบบแสดงรายการ ภ.ธ. 40
    5. บันทึกบัญชีเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ

    วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจำบท

    1. ทำแบบทดสอบความรู้ก่อนเรียน
    2. บรรยายเนื้อหาด้านวิชาการจากเอกสารประกอบการสอนและฉายโปรแกรมนำเสนอผลงาน
    3. แบ่งกลุ่มผู้เรียนโดยให้สมาชิกภายในกลุ่มร่วมกันคิดและกำหนดรายค้าของธุรกิจค้าอสังหาริมทรัพย์เพื่อค้าหรือหากำไร และคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะที่ต้องชำระ และยื่นแบบ
    แสดงรายการ ภ.ธ. 40 และบันทึกรายการเกี่ยวกับการบัญชีภาษีธุรกิจเฉพาะ
    4. นำเสนอชิ้นงานที่กลุ่มได้จัดทำหน้าชั้นเรียน
    5. แนะนำให้ศึกษาเอกสารประกอบการสอนล่วงหน้า รวมทั้งอ่านเพิ่มเติมจากเอกสารที่อ้างอิงประกอบ

    สื่อการเรียนการสอน

    1. แบบทดสอบก่อนเรียน
    2. เอกสารประกอบการสอน
    3. ศึกษาจาก www.rd.go.th ในหัวข้อภาษีธุรกิจเฉพาะ
    4. โปรแกรมนำเสนอผลงาน (Power Point)
    5. แบบฝึกหัดท้ายบท

    การวัดผลและการประเมินผล

    1. สังเกตจากการตอบคำถาม การนำเสนอผลงาน และการร่วมกิจกรรม
    2. ตรวจแบบทดสอบ แบบฝึกหัด และผลงาน

    บทที่ 4
    ภาษีธุรกิจเฉพาะ

    ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรกรประเภทหนึ่ง จัดเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะอย่างแทนภาษีการค้าที่ถูกยกเลิก ภาษีธุรกิจเฉพาะเริ่มใช้บังคับใน พ.ศ.2535
    โดยกำหนดให้กิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจะต้องเสียภาษีโดยคำนวณฐานภาษี ซึ่งได้แก่ รายรับก่อนหักรายจ่ายของแต่ละประเภทกิจการ คูณด้วยอัตราภาษีที่กำหนดไว้และจะต้องเสียภาษีท้องถิ่นอีกร้อยละ 10 ของจำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าว โดยลักษณะโครงสร้างอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะจะเป็นอัตราภาษีที่รวมอยู่ในฐานภาษี ดังนั้นผู้ประกอบการจึงสามารถนำค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ
    ไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิหรือเงินได้สุทธิ
    ซึ่งในบทนี้สามารถสรุปบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร หมวด 5 ภาษีธุรกิจเฉพาะ
    เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษา การบัญชีธุรกิจเฉพาะโดยศึกษาเกี่ยวกับผู้มีหน้าที่เสียภาษี
    ธุรกิจเฉพาะ การประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ กิจการที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ฐานภาษี และอัตราภาษี หน้าที่ของผู้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ การยื่นแบบ
    แสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ กำหนดเวลาในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ธ. 40 ) สถานที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี การคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ และการบันทึกรายการเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ

    ผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

    ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้แก่ ผู้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
    ไม่ว่าผู้ประกอบกิจการดังกล่าวจะประกอบกิจการในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่
    นิติบุคคล กองมรดก ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองทุน หน่วยงานหรือกิจการของเอกชนที่กระทำโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันมิใช่นิติบุคคล องค์การของรัฐบาล สหกรณ์ และองค์กรอื่น
    ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นนิติบุคคล ในกรณีผู้ประกอบกิจการอยู่นอกราชอาณาจักรให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการประกอบกิจการรวมตลอดถึงลูกจ้าง ตัวแทน หรือผู้ทำการแทนซึ่งมีอำนาจในการจัดการแทนโดยตรง หรือโดยปริยายที่อยู่ในราชอาณาจักร เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีร่วมกับผู้ประกอบกิจการดังกล่าวข้างต้น กิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะได้แก่

    1. การธนาคาร ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือกฎหมายเฉพาะ
    2. การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วย การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
    3. การรับประกันชีวิต ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต
    4. การรับจำนำ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ
    5. การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น การให้กู้ยืมเงินค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่าง ๆ
    ในกรณีที่มีปัญหาว่ากิจการใดเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์หรือไม่ อธิบดีกรมสรรพากรจะเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรพิจารณากำหนดขอบเขตและเงื่อนไขของการประกอบกิจการดังกล่าวนั้นก็ได้และเมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร
    ได้วินิจฉัยแล้ว ให้ประกาศคำวินิจฉัยนั้นในราชกิจจานุเบกษา
    6. การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 342)
    พ.ศ.2541 (ใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไป) ดังต่อไปนี้
    (1) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดิน ตามกฎหมาย
    ว่าด้วยการควบคุมการจัดสรรที่ดิน
    (2) การขายห้องชุดของผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนอาคารชุดตามกฎหมาย
    ว่าด้วยอาคารชุด
    (3) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อขาย รวมถึงการขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งของ อาคารดังกล่าว
    (4) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) หรือ (3) เฉพาะกรณีที่มีการแบ่งขาย หรือแบ่งแยกไว้เพื่อขายโดยได้จัดทำถนนหรือสิ่งสาธารณูปโภคอื่นหรือให้คำสั่นว่าจะจัดให้มีสิ่งดังกล่าว
    (5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเฉพาะของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล องค์การของรัฐบาล สหกรณ์ และองค์กรอื่น
    ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นนิติบุคคล
    (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นเว้นแต่
    (ก) การขายหรือการถูกเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์
    (ข) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดก

    (ค) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ
    ที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
    ที่นับแต่วันที่ได้มาซึ่ง อสังหาริมทรัพย์นั้นในกรณีที่ที่ดินและอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างตาม (ค)
    ได้มาไม่พร้อมกันกำหนดเวลาห้าปี ตามความใน (16) ให้ถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดินหรืออาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลัง
    (ง) การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายของตน แต่ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม
    (จ) การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ทางมรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม
    (ฉ) การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่
    ส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาลโดยไม่มีค่าตอบแทน
    (ช) การแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์
    กับส่วนราชการ หรือองค์การของรัฐบาลเฉพาะในกรณีที่ส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาลนั้นมิได้มีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นอย่างอื่น นอกจากอสังหาริมทรัพย์ที่แลกเปลี่ยนนั้น
    หมายเหตุ ผู้มีเงินได้ที่ได้รับเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ตาม (6) ซึ่งได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะไว้แล้วเมื่อถึงกำหนดยื่นรายการเสียภาษีเงินได้
    ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้ดังกล่าว มาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมิน ทั้งนี้เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 376 พ.ศ.2544)
    (7) การขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    ในตลาดหลักทรัพย์
    (8) การประกอบกิจการอื่น ตามกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
    กำหนดให้กิจการซื้อและขายคืนหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ
    กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์
    เป็นกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เนื่องจากการประกอบกิจการซื้อหรือขายคืนหลักทรัพย์โดยมีสัญญาหรือซื้อคืนดังกล่าวมี ลักษณะอื่นที่อยู่ในบัง คับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 350) พ.ศ.2524
    กำหนดให้การประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริงเป็นกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษี
    ธุรกิจเฉพาะ เนื่องจากการประกอบธุรกิจดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกับการให้กู้ยืมเงินที่เป็น
    การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ (พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 358) พ.ศ.2542)
    คำว่า “ธุรกิจแฟ็กเตอริง” หมายความว่า ธุรกิจที่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการตกลง
    จะโอนทรัพย์สินที่จะได้รับจากการชำระหนี้เนื่องจากการขายสินค้าหรือการให้บริการระหว่างตนกับลูกหนี้ของตน ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริง โดยผู้ประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริงตกลงจะให้สินเชื่อซึ่งรวมถึงการให้กู้ยืมและการทดรองจ่ายแก่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการและรับที่จะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
    (ก) จัดให้มีบัญชีทรัพย์สินที่จะได้รับการชำระหนี้
    (ข) เรียกเก็บทรัพย์สินที่จะได้รับจากการชำระหนี้
    (ค) รับผิดชอบในหนี้ที่ลูกหนี้ของผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการผิดนัด

    กิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ

    การประกอบกิจการต่อไปนี้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
    1. กิจการของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์
    และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
    2. กิจการของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    3. กิจการของสหกรณ์ออมทรัพย์ เฉพาะการให้กู้ยืมแก่สมาชิกหรือแก่สหกรณ์
    ออมทรัพย์อื่น
    4. กิจการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
    5. กิจการของการเคหะแห่งชาติ เฉพาะการขายหรือให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์
    6. กิจการรับจำนำของกระทรวง ทบวง กรม และราชการส่วนท้องถิ่น
    7. กิจการขายหลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    ในตลาดหลักทรัพย์
    8. กิจการของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม
    9. กิจการของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม
    10. กิจการของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
    11. กิจการของกองทุนสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
    12. กิจการขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน
    13. กิจการของบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
    14. กิจการของนิติบุคคลเฉพาะกิจในส่วนที่เกี่ยวกับการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์เฉพาะกรณี ดังต่อไปนี้
    (1) กิจการที่เกิดขึ้นเนื่องจากการรับโอนทรัพย์สินจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
    นิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น หรือการโอนทรัพย์สินดังกล่าวคืนให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
    นิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น
    (2) กิจการที่ได้รับโอนมาจากผู้โอนซึ่งได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/3 แห่งประมวลรัษฎากร
    15. กิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นในส่วนที่เกี่ยวกับ
    การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ เฉพาะที่เกิดขึ้นเนื่องจากการโอนทรัพย์สินให้แก่นิติบุคคลเฉพาะกิจ หรือการรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวกลับคืนจากนิติบุคคลเฉพาะกิจ
    16. กิจการของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหา
    ในระบบสถาบันการเงิน และกองทุนรวมเพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้น
    ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เฉพาะการประกอบกิจการโดยปกติ
    เยี่ยงธนาคารพาณิชย์ และการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร
    17. กิจการของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
    18. กิจการของการเคหะแห่งชาติ เฉพาะการให้กู้ยืมเงินตามโครงการพัฒนาคนจน
    ในเมือง
    19. กิจการของสหกรณ์ประเภทสหกรณ์บริการ ซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่สมาชิก เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้
    (1) ต้องเป็นสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกของโครงการพัฒนาคนจนในเมืองของการเคหะแห่งชาติ และได้รับเงินกู้ตามโครงการดังกล่าว
    (2) ต้องนำเงินที่ได้รับไปจัดซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อขายต่อให้แก่สมาชิก
    ของสหกรณ์นั้น
    20. กิจการของสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ เฉพาะกรณีที่
    (1) สถาบันการเงินนั้นถือหุ้นในบริษัทบริหารสินทรัพย์เกินกว่าร้อยละ 50
    ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงหรือในกรณีที่สถาบันการเงินนั้นถือหุ้นในบริษัทบริหารสินทรัพย์และสถาบันการเงินนั้นไม่เกินกว่าร้อยละ 50 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง จะต้องมีนิติบุคคลรายหนึ่งถือหุ้นในบริษัทบริหารสินทรัพย์และสถาบันการเงินนั้น เกินกว่าร้อยละ 50 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง
    (2) เป็นรายรับที่ได้จากบริษัทบริหารสินทรัพย์ เนื่องจากการให้สินเชื่อแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ เพื่อรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินนั้น หรือสถาบันการเงินอื่นที่มีสถาบันการเงินนั้นถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง
    หรือการให้สินเชื่อแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อใช้ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับซื้อหรือรับโอนจากสถาบันการเงินนั้น หรือสถาบันการเงินอื่นที่มีสถาบันการเงินนั้นถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง
    21. กิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไรเนื่องจาก
    (1) การรับไถ่อสังหาริมทรัพย์จากการขายฝากหรือการไถ่อสังหาริมทรัพย์
    จากการขายฝากโดยการวางทรัพย์ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในเวลาที่กำหนดได้ในสัญญา
    หรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
    (2) การขายอสังหาริมทรัพย์ภายหลังที่ได้ไถ่จากการขายฝากซึ่งเมื่อรวมระยะเวลาการได้มาซึ่ง อสังหาริมทรัพย์ก่อนการขายฝาก ระยะเวลาระหว่างการขายฝากและระยะเวลา
    ภายหลังจากการขายฝากแล้วเกินห้าปี
    22. กิจการของรัฐวิสาหกิจในส่วนของรายรับที่ได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์
    อันเนื่องมาจากการนำทุนบางส่วนหรือทั้งหมดมาเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้นในรูปแบบของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจ
    23. กิจการของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เฉพาะการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์
    24. กิจการของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
    25. กิจการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาการศึกษาโรงเรียนเอกชนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน
    26. กิจการของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่กฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีผลใช้บังคับ
    27. กิจการของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิเรียกร้องที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย
    ว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เฉพาะการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์
    และการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร
    28. กิจการของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เฉพาะการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ และการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2535 เป็นต้นไป
    29. กิจการของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เฉพาะการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้รับโอนเนื่องจากการให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ของธนาคารอิสลาม
    แห่งประเทศไทย
    30. กิจการของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
    ตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ทั้งนี้
    ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2545 เป็นต้นไป
    31. กิจการขายข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า ตามกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2547 เป็นต้นไป
    32. กิจการขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
    ในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่เปิดทำการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
    ในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้านั้นเป็นต้นไป
    33. การโอนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเกิดจากการแยกกิจการประกันชีวิตและกิจการประกันวินาศภัยออกจากกัน ตามมาตรา 127 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 หรือ
    ตามมาตรา 121 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535
    34. การขายอสังหาริมทรัพย์ขององค์การบริหารสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ หรือบริษัทจำกัดที่สถาบันการเงินตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์
    พ.ศ.2540 ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการบริหาร สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์โดยความเห็นชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย
    35. การขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบกิจการให้แก่องค์การฯ หรือบริษัทจำกัด
    ตาม 34.

    กรณีอื่น ๆ ที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ
    1. การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่วัด (ตามมาตรา 5 บัณรส แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 10)
    2. การโอนอสังหาริมทรัพย์อันเนื่องมาจากที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัด ควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน (ตามมาตรา 5 โสฬส แห่ง
    พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 10)
    3. การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นโรงงานพร้อมที่ดินของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
    นิติบุคคลเพื่อย้ายสถานประกอบการเข้าไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมฯ (ตามมาตรา 5 เอกวีสติ
    แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 10)
    4. รายรับของสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 291)
    5. ค่าทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบริษัทหรือ
    ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับจากส่วนราชการฯ (ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 295)
    6. การโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือการให้บริการอันเนื่องมาจากการดำเนินการตามคำขอประนอมหนี้ หรือแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ (ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกา
    ฉบับที่ 340)
    7. การขายอสังหาริมทรัพย์เฉพาะที่ต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (ตามมาตรา 4 (6) (ก) ถึง (ช) แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 342)
    8. การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ ให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ (ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 378)
    9. รายรับเฉพาะที่เป็นกำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการซื้อหรือขายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใด ๆ (ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 388)
    10. ผู้ขายหลักทรัพย์ในกิจการซื้อหรือขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืน
    (ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 392)
    11. การโอนทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการดำเนินการสนับสนุนการศึกษา ตามโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ (ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 420)
    12. การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่สถาบันอุดมศึกษาเอกชน (ตามมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 427)
    13. การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่สภากาชาดไทย (ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 447)
    14. รายรับจากการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อให้กู้ยืมในต่างประเทศ เฉพาะส่วนที่เป็นรายรับตามมาตรา 91/5 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับ (ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 454)

    รายรับที่ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณในภาษีธุรกิจเฉพาะ

    1. รายรับของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นกิจการวิเทศธนกิจ
    2. รายรับที่เป็นดอกเบี้ยของกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ดังต่อไปนี้
    2.1 กรณีบริษัทในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเองไม่ว่าจะเป็นเงินของตนเอง
    หรือเงินที่กู้ยืมคนอื่นมาให้กู้ยืมในระหว่างกันเองและไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยเท่าใดก็ตามดอกเบี้ย
    ที่เกิดขึ้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณในภาษีธุรกิจเฉพาะ
    คำว่า “บริษัทในเครือเดียวกัน” หมายความว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปมีความสัมพันธ์กันโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้ถือหุ้น
    หรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ไม่น้อยกว่า 25% ของหุ้นทั้งหมดเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม
    2.2 กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำเงินทุน เงินกู้ยืม เงินเพิ่มทุน หรือเงินที่เหลืออยู่ไปฝากธนาคารหรือซื้อตั๋วเงินได้รับดอกเบี้ยในอัตราปกติ ดอกเบี้ยนี้ไม่ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำไปคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ
    2.3 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงาน และได้นำเงินกองทุนนี้ออกไห้พนักงานกู้โดยคิดดอกเบี้ยตามสมควร ไม่ต้องนำดอกเบี้ยนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
    อนึ่งการได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามคำสั่งดังกล่าวไม่รวมถึงกิจการธนาคาร กิจการธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และกิจการรับประกันชีวิต ที่ได้รับดอกเบี้ย
    ที่ได้รับจากการให้บริษัทในเครือกู้ยืม

    ฐานภาษีและอัตราภาษี

    ฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้แก่ รายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ที่ผู้ประกอบกิจการได้รับ หรือพึงได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการ
    “รายรับ” หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่า
    ที่ผู้ประกอบกิจการได้รับหรือพึงได้รับ ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการ
    กิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จะต้องเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษี ซึ่งได้แก่ รายรับตามฐานภาษีของแต่ละประเภทกิจการ คูณด้วยอัตราภาษีที่กำหนดไว้ และจะต้องเสียภาษีท้องถิ่นอีกร้อยละ 10 ของจำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าว
    ตารางที่ 4.1 กิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

    กิจการ ฐานภาษี อัตราภาษีร้อยละ
    1. กิจการธนาคาร,ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์, ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และการประกอบกิจการเยี่ยง ธนาคารพาณิชย์ ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือกำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการซื้อหรือขายตั๋วเงินหรือตราสาร
    แสดงสิทธิในหนี้ใด ๆ 3.0
    กำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการ แลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตรา การออกตั๋วเงินหรือการส่งเงินไปต่างประเทศ 3.0
    2. กิจการรับประกันชีวิต ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ 2.5
    3. กิจการโรงรับจำนำ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม 2.5
    เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือ ประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับ หรือพึงได้รับจากการขายของที่จำนำหลุดเป็นสิทธิ 2.5
    4. การค้าอสังหาริมทรัพย์ รายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ 0.1
    5. การขายหลักทรัพย์ในตลาด หลักทรัพย์ รายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ 0.1 (ยกเว้น)
    6. การซื้อและการขายคืนหลักทรัพย์ ที่ได้รับอนุญาตจาก คณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ กำไรก่อนหักรายจ่ายใดๆ จากการขายคืนหลักทรัพย์ แต่ไม่รวมถึง ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือประโยชน์ใด ๆ ที่ได้จากหลักทรัพย์ 3.0
    7. ธุรกิจแฟ็กเตอริง ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ 3.0

    หมายเหตุ ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3% เป็น 0.1% กรณีขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อทางการค้าและหากำไร เป็นเวลา 1 ปี (พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 472) พ.ศ.2551) ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย
    ลงวันที่ 24 มีนาคม 2551
    การคำนวณรายรับดังกล่าวข้างต้นให้เป็นไปตามวิธีการหลักเกณฑ์และการปฏิบัติทางบัญชี และเมื่อได้เลือก ปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้ว (เช่น เลือกใช้เกณฑ์เงินสดหรือเกณฑ์สิทธิ เป็นต้น) จะต้องถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร
    ให้เปลี่ยนแปลง
    ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 24 มีนาคม 2551 ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% และจำนองจาก 1% เหลือเป็น 0.01%ให้แก่อาคารสำนักงานพร้อมที่ดินห้องชุดในอาคารชุดตามกฎหมาย การจัดสรรที่ดิน

    ที่มา: www.rd.go.th

    การคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ

    กิจการต้องเสียภาษีโดยคำนวณจากรายรับตามฐานภาษีของแต่ละประเภทกิจการ
    คูณด้วยอัตราภาษีที่กำหนดไว้และจะต้องเสียภาษีท้องถิ่นอีกร้อยละ 10 ของภาษีธุรกิจเฉพาะ

    ภาษีที่ต้องชำระ = ฐานภาษี x อัตราภาษี

    ประเด็นพิจารณาคือ
    1. รายรับที่ใช้คำนวณ กรณีขายอสังหาริมทรัพย์เปรียบเทียบราคาขายกับราคาประเมินทุนทรัพย์ราคาใดสูงกว่าก็ให้ถือราคานั้นเป็นรายรับในการคำนวณ
    2. การคำนวณรายรับดังกล่าวเป็นไปตามวิธี หลักเกณฑ์และการปฏิบัติทางบัญชี
    เมื่อได้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เช่น ใช้เกณฑ์เงินสดหรือใช้เกณฑ์สิทธ์ เป็นต้น จะต้องเลือก
    อย่างนั้นตลอดไป
    รายรับ หมายความว่า เงินทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่า
    ที่ผู้ประกอบกิจได้รับ หรือพึงได้รับ ไม่ว่าในหรือนอกอาณาจักร อันเนื่องมาจากประกอบกิจการ
    (มาตรา 91/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร)
    การคำนวณรายรับให้ถือปฏิบัติตามเกณฑ์และการปฏิบัติทางการบัญชี
    โดยผู้ประกอบการเลือกรับรู้รายรับเพื่อนำไปคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ “เกณฑ์เงินสด” (cash basis) โดยรับรู้เรื่องเมื่อได้รับเงิน ทรัพย์สินใด ๆ ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าหรือจะเลือกรับรู้รายรับตามเกณฑ์สิทธิ (accrual basis) โดยรับรู้รายรับเมื่อมีการขายอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้
    ไม่ว่าจะได้รับชำระค่าบริการหรือไม่ก็ตามและเมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้ว ให้ถือเป็นปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้
    ในกรณีที่มีผู้ประกอบกิจการอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งได้รับเงินหรือ
    รับชำระราคาจากการขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นทางการค้าหรือหากำไร รวมเงินหรือราคาที่ได้รับชำระแต่ละครั้งเกิน 100 บาท ต้องออกใบรับให้แก่ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคา ในทันทีทุกคราว
    ที่รับเงินหรือรับชำระราคา ไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม

    การบันทึกรายการเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ

    ตัวอย่างที่ 1 บริษัท สุขสันต์ จำกัด ประกอบกิจการค้าอสังหาริมทรัพย์ การคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะของกิจการประเภทนี้ ให้ใช้ราคาขายหรือราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ทางราชการกำหนด แล้วแต่
    อย่างใดจะสูงกว่าเป็นฐานคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งผู้ขายจะต้องยื่นแบบ ภ.ธ. 40 และชำระ
    ภาษีธุรกิจเฉพาะในวันที่จดทะเบียนนิติกรรม ณ สำนักงานที่ดิน และยื่นแบบชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายได้อื่น (ถ้ามี) ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
    ต่อไปนี้เป็นรายการค้าของบริษัทสุขสันต์ จำกัด
    วันที่ 25 มีนาคม 2551 บริษัทได้ออกใบเสร็จรับเงินเลขที่ 050251 เพื่อรับเงินมัดจำจาก นายสมบูรณ์ เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายที่ดิน 2,000,000 บาท และได้นำฝากธนาคารทันที
    เดบิต เงินฝากธนาคาร 200,000
    เครดิต เงินมัดจำรับล่วงหน้า 200,000
    ได้รับเงินมัดจำจากนายสมบูรณ์ 10 % ตามสัญญาซื้อขายที่ดิน 2,000,000 บาท

    วันที่ 25 มีนาคม 2551 บริษัทได้ออกใบเสร็จรับเงินเลขที่ 060251 เพื่อรับเงินค่ามัดจำ 10 % จากนายแข็งแรง ตามสัญญาที่ดิน 5,000,000 บาท
    เดบิต เงินฝากธนาคาร 500,000
    เครดิต เงินมัดจำรับล่วงหน้า 500,000
    ได้รับเงินมัดจำจากนายแข็งแรง 10% ตามสัญญาซื้อขายที่ดิน 5,000,000 บาท



    วันที่ 6 เมษายน 2551 ได้รับชำระที่ดินจากนายสมบูรณ์ตามใบเสร็จรับเงินเลขที่ 070251 ตามสัญญาขายที่ดิน ฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2551 จำนวน 2,000,000 บาท ซึ่งได้รับมัดจำไว้แล้ว
    10% เป็นเงิน 200,000 บาท ที่ดินแปลงนี้มีต้นทุนค่าที่ดินเป็นเงิน 1,300,000 บาท ราคาประเมิน
    ที่ทางราชการกำหนดเท่ากับ 1,700,000 บาท บริษัทจะต้องดำเนินการดังนี้
    หมายเหตุ สำหรับการประกอบกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2542 เป็นต้นไป
    ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 91/10 วรรคห้า วรรคหก วรรคเจ็ด แห่งประมวลรัษฎากร โดยกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไรทุกกรณี ยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ธ. 40 ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกับ
    การชำระภาษีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้น

    อัตราการหักภาษี ณ ที่จ่าย
    ตามมาตรา 49 ทวิ ในกรณีจดทะเบียนสิทธิหรือนิติกรรมซึ่งกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้
    มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้และนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้น ให้ผู้จ่ายเงินได้ใช้ราคาประเมิน
    ทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่
    มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของราคาขาย เป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เช่นเดียวกับกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก
    ณ ที่จ่าย
    การคำนวณภาษีธุรกิจ
    รายได้จากการขายที่ดิน 2,000,000
    ภาษีธุรกิจเฉพาะ (2,000,000 x 0.1%) 2,000
    บวก ภาษีส่วนท้องถิ่น (2,000 x 10%) 200
    รวมภาษีธุรกิจเฉพาะ 2,200



    เดบิต เงินฝากธนาคาร 1,800,000
    เงินมัดจำหรือเงินรับล่วงหน้าจากผู้ซื้อ 200,000
    ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอน
    (1,700,000 x 0.01%) 170
    ค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล
    (2,000,000 x 1%) 20,000
    ภาษีธุรกิจเฉพาะ 2,200
    เครดิต ขาย 2,000,000
    เงินฝากธนาคาร 22,370

    เดบิต ต้นทุนที่ดินที่ขาย 1,300,000
    เครดิต ที่ดิน 1,300,000

    วันที่ 2 เมษายน 2551 โอนขายที่ดินให้กรรมการรับเช็คเป็นเงิน 800,000 บาท
    ตามใบเสร็จรับเงินเลขที่ 010351 ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ทางราชการกำหนดเท่ากับ 1,500,000 บาท ซึ่งที่ดินดังกล่าวมีต้นทุนค่าที่ดินและค่าพัฒนาที่ดินเป็นเงิน 1,300,000 บาท

    มาตรา 65 ทวิ (4) ในกรณีโอนทรัพย์สินให้บริการหรือการกู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนตามราคาในวันที่โอน
    **ข้อพึงระวัง คำว่า “ขาย” ตามมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากรกร หากเป็น
    ทางการค้าหรือหากำไร ก็ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ รายรับที่นำมาคำนวณภาษีคือ ราคาตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน แต่ไม่น้อยกว่าราคาที่พึงได้รับตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนสัญญา


    เดบิต เงินฝากธนาคาร 800,000
    ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอน
    (1,500,000 x 0.01%) 150
    ค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล
    (1,500,000 x 1%) 15,000
    ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ
    (1,500,000 x 0.11 %) 1,650
    เครดิต ขาย 800,000
    เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร 16,800

    หมายเหตุ ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ 0.11% (รวมภาษีท้องถิ่น 10% ของ 0.1%)

    เดบิต ต้นทุนที่ดิน 1,300,000
    เครดิต ที่ดิน 1,300,000

    ปัญหาการรับรู้รายได้ทั้งทางบัญชีและทางภาษีจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้ผู้บริหาร หรือบริษัทในเครือกู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือ
    มีค่าตอบแทนที่ต่ำมาก ควรประเมินค่าตอบแทนดังกล่าวหรือรายได้ด้วยมูลค่ายุติธรรมหรือ
    ให้เป็นไปตามราคาตลาด โดยนำค่าตอบแทนที่รับรู้ด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่าราคาตลาดหรือมูลค่ายุติธรรม ไปปรับกำไรทางบัญชีให้ได้กำไรทางภาษีเพื่อไม่ให้กิจการต้องถูกประเมินภาษีเงินได้เพิ่มเติม
    เว้นแต่กรณีที่มีเหตุอันสมควร เช่น ขายสินค้าแฟชั่นที่ล้าสมัยในราคาต่ำกว่าทุน ที่กิจการปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 แล้ว

    ตัวอย่างที่ 2 กิจการโรงรับจำนำแห่งหนึ่งมีรายการรับ-จ่ายเงิน ประจำเดือนมีนาคม 2551 ใช้เกณฑ์เงินสดในการรับรู้รายได้ที่เป็นฐานภาษีธุรกิจเฉพาะ ดังนี้
    รายรับ
    ดอกเบี้ยจากการรับจำนำ 360,000
    ดอกเบี้ยจากการให้พนักงานกู้ยืม 20,000
    ดอกเบี้ยจากเงินฝากประจำ 15,000
    รายได้จากการขายของหลุดจำนำ 200,000
    ค่าธรรมเนียมชำระดอกเบี้ยล่าช้า 7,000
    602,000
    รายจ่าย
    ซื้ออุปกรณ์สำนักงาน 360,000
    ค่าเช่าสำนักงาน 10,000
    เงินเดือนพนักงาน 22,000
    ค่าสาธารณูปโภค 4,000
    ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนก.พ. 9,000
    115,000
    รายรับสูงกว่ารายจ่าย 487,000

    การคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ
    ดอกเบี้ยจากการรับจำนำ 360,000
    ค่าธรรมเนียมชำระดอกเบี้ยล่าช้า 7,000
    รายได้จากการขายของหลุดจำนำ 200,000
    รวมรายรับที่ต้องเสียภาษี 567,000
    ภาษีธุรกิจเฉพาะ (567,000 x 2.5 %) 14,175
    บวก ภาษีส่วนท้องถิ่น(14,175 x 10%) 1,417.50
    รวมภาษีประจำเดือนภาษี มี.ค. 2551 ที่ต้องชำระ 15,592.50

    บันทึกปรับปรุงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะค้างจ่าย วันที่ 31 มีนาคม 2551
    เดบิต ภาษีธุรกิจเฉพาะ 15,592.50
    เครดิต ภาษีธุรกิจเฉพาะค้างจ่าย 15,592.50
    บันทึกรายการยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ธ.40 พร้อมชำระภาษีของเดือนมีนาคม
    วันที่ 1 เมษายน 2551
    เดบิต ภาษีธุรกิจเฉพาะค้างจ่าย 15,592.50
    เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร 15,592.50

    การจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ

    ผู้จดทะเบียนที่มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวข้างต้น จะต้องจดทะเบียนภาษี
    ธุรกิจเฉพาะโดยให้ยื่นคำขอจดทะเบียนตามแบบ ภ.ธ. 01 ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับตั้งแต่
    เริ่มประกอบกิจการ หากผู้ประกอบกิจการประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการชั่วคราวก็จะได้รับยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะโดยมีประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 1) ได้กำหนดเป็นกิจการชั่วคราว
    1. การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีขายอสังหาริมทรัพย์
    ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ
    2. กรณีขายอสังหาริมทรัพย์ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มา
    3. การให้กู้ยืมเงินของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์
    ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเงินทุน
    ในการจดทะเบียนผู้ประกอบกิจการอยู่ในกรุงเทพมหานครให้ยืนคำขอจดทะเบียน
    ต่อสำนักงานกรมสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
    ในกรณีที่ย้ายสถานประกอบการ โอนกิจการหรือเปลี่ยนแปลงกิจการ ผู้ประกอบกิจการมีหน้าที่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงตามแบบ ภ.ธ. 09 ต่อสำนักงานกรมสรรพากรที่ได้จดทะเบียนไว้ภายใน 15 วันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลง

    การยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ

    1. ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้แก่
    1.1 บุคคลซึ่งประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยกิจการนั้นไม่ได้รับยกเว้น ภาษีธุรกิจเฉพาะ
    1.2 ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการประกอบกิจการในราชอาณาจักรของผู้ประกอบกิจการอยู่นอกราชอาณาจักร
    1.3 ลูกจ้าง ตัวแทน หรือผู้ทำการแทนซึ่งมีอำนาจในการจัดการแทนโดยตรงหรือโดยปริยายที่อยู่ในราช อาณาจักรของผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกราชอาณาจักร
    2. แบบแสดงรายการที่ใช้
    แบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้ใช้ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้แก่ แบบ ภ.ธ. 40
    3. หน้าที่ในการจัดทำรายงาน
    นอกจากจะต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วมีหน้าที่ต้องจัดทำรายงาน
    และแสดงรายรับก่อนรายจ่ายทั้งที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะโดยต้องจัดทำรายงานเป็นรายวัน และรวมยอดเมื่อถึงสิ้นเดือนทุกเดือน การลงรายการต้องลงให้เสร็จภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่มีรายรับเว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น
    รายงานที่ต้องจัดทำและหลักฐานประกอบการจัดทำรายงาน ต้องเก็บรักษาไม่น้อยกว่า
    5 ปีนับจากวันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีโดยเก็บไว้ ณ สถานประกอบการที่ได้จัดทำรายงาน
    4. หน้าที่ในการเก็บรักษารายงานและเอกสารหลักฐาน
    ผู้ประกอบกิจการที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะต้องเก็บและรักษารายงานพร้อมทั้งเอกสารประกอบ การลงรายงานหรือเอกสารที่อธิบดีกำหนดไว้ ณ สถานประกอบการจัดทำรายงานนั้นหรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกรมสรรพากร กำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันทำรายงานแล้วแต่กรณี
    5. หน้าที่ในการออกใบรับ
    ผู้ประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งได้รับเงิน หรือรับชำระราคาจากการขายสินค้า หรือการให้บริการหรือจากการกระทำกิจการรวมเงินหรือราคาที่ได้รับชำระแต่ละครั้งเกิน 100 บาท ต้องออกใบรับให้แก่ผู้จ่ายเงินหรือผู้ชำระราคาในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม
    6. การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ
    7.1 ผู้มีสิทธิขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้แก่
    7.1.1 ผู้ประกอบกิจการที่มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งได้ชำระภาษีไว้เกินหรือผิด
    หรือซ้ำ
    7.1.2 ผู้ไม่มีหน้าที่เสียภาษีแต่ได้ชำระภาษีไว้
    7.2 ขอคืนเงินภาษีได้โดยใช้คำร้องขอคืนเงินภาษีอากร คือแบบ ค.10
    7.3 การยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามแบบ ค.10 จะต้องแนบเอกสาร
    ที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกับคำร้องด้วย ได้แก่
    7.3.1 หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กรณีผู้ขอคืนเป็นนิติบุคคล
    7.3.2 ใบเสร็จรับเงินภาษีธุรกิจเฉพาะ
    7.3.3 หลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ขอคืน
    7.3.4 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีภายใน
    3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี
    8. กำหนดเวลาในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี
    ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ
    และชำระภาษีโดยใช้แบบ ภ.ธ. 40 (แสดงประเภทของกิจการ จำนวนรายรับ จำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีท้องถิ่นอีกร้อยละ 10 ของภาษีธุรกิจเฉพาะ) ยื่นแบบแสดงรายการเป็นรายเดือนภาษี
    ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่ว่าจะมีรายรับในเดือนนั้นหรือไม่ก็ตาม และถ้าหากในเดือนภาษีใด เมื่อรวมคำนวณแล้วมีจำนวนไม่ถึง 100 บาท ผู้ประกอบกิจการไม่ต้องเสียภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น แต่ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการตามปกติ
    9. สถานที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี
    ผู้ประกอบกิจการจะต้องยื่นแบบ ภ.ธ. 40 พร้อมกับชำระภาษี (ถ้ามี) ณ สถานที่ดังต่อไปนี้
    9.1 ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ
    9.1.1 สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (เขต/อำเภอ) ในท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
    9.1.2 สถานที่อื่นซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้เป็นสถานที่ยื่นแบบ
    และชำระภาษี
    9.2 ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (อำเภอ/กิ่งอำเภอ) ในท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
    9.2.1 สถานที่อื่นซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้เป็นสถานที่ยื่นแบบและชำระภาษี
    หมายเหตุ การยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี สามารถยื่นผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรได้ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหัวข้อบริการยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ต)


    เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และโทษ

    เบี้ยปรับ
    1. กรณีไม่ได้ยื่นแบบขอจดทะเบียนหรือเมื่อถูกสั่งเพิกถอนแต่ยังฝ่าฝืนประกอบ
    กิจการนั้นอยู่ จะต้องเสียเบี้ยปรับเป็น 2 เท่า ของภาษีที่ต้องเสียในแต่ละเดือนตลอดระยะเวลา
    ที่ไม่ได้จดทะเบียน หรือเป็นเงิน 1,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
    2. กรณีที่ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะภายในเวลาที่กำหนดต้องเสีย
    เบี้ยปรับอีก 2 เท่า ของภาษีที่ต้องเสียในแต่ละเดือนภาษี
    3. กรณียื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดทำให้ภาษีที่ต้องเสีย
    ในแต่ละเดือนคลาดเคลื่อนไปจะต้องเสียอีก 1 เท่าของภาษีที่คลาดเคลื่อน
    เงินเพิ่ม
    1. ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จะต้องเสียภาษีเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระโดยไม่ต้องรวมเบี้ยปรับแต่เงินเพิ่ม
    ที่จะต้องรับผิดจะต้องไม่เกินจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ
    2. ในกรณีอธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระภาษีและได้มีการชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่กำหนดให้เงินเพิ่มให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
    โทษ
    โทษสถานเบาคือปรับอย่างเดียว เช่น การจัดทำรายงานไม่เป็นไปตามแบบหรือไม่จัดทำรายงานเป็นรายสถานประกอบการ ความผิดที่มีโทษสถานหนักอาจจะต้องจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ

    สรุป

    ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรประเภทหนึ่งที่จัดเก็บจากผู้ประกอบกิจการเฉพาะอย่างแทนภาษีการค้าที่ถูกยกเลิกไป ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการเงิน กิจการประกันชีวิต กิจการโรงรับจำนำ การค้าอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจแฟ็กเตอริง เป็นต้น มีหน้าที่เสียภาษีจากรายรับก่อนหักรายจ่าย โดยมีอัตราภาษีร้อยละ 2.5 -3.0 แล้วแต่กิจการพร้อมกับภาษีที่ต้องจ่ายให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นโดยผ่านกรมสรรพากรอีกร้อยละ 10 นิยมเรียกรวมกันว่า ค่าภาษี
    ธุรกิจเฉพาะ ซึ่งให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายทั้งในการคำนวณกำไรทางบัญชี และกำไรทางภาษีของกิจการ ของภาษีธุรกิจเฉพาะ และผู้ประกอบการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจะต้องยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ธ. 40 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ณ ที่ว่าการอำเภอในท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
    คำถามท้ายบท

    1. ให้นักศึกษาอธิบายถึงผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะได้แก่บุคคลใดบ้าง
    2. ให้อธิบายการประกอบธุรกิจโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
    3. การประกอบกิจการประเภทใดบ้างที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
    4. การประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจะต้องเสียภาษีจากฐานภาษีใด
    5. เพื่อนของท่านได้มาปรึกษาท่านเกี่ยวกับการขายบ้านที่ตนเองซื้อเพื่ออยู่อาศัยเมื่อเดือน ธ.ค. 2550 และปัจจุบันเพื่อนของท่านรับคำสั่งให้ไปประจำอยู่ต่างจังหวัดรอตัดสินใจที่จะขายบ้าน ดังกล่าว ท่านจะแนะนำเพื่อนท่านอย่างไร เพื่อให้ได้รับ ประโยชน์ทางภาษี
    6. กิจการค้าอสังหาริมทรัพย์ที่ขายบ้านพร้อมที่ดินและรับจ้างปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของผู้ขาย จะต้องมีความรับผิดในภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายรับประเภทใดบ้าง
    7. บริษัท พรศักดิ์ จำกัด ประกอบกิจการค้าอสังหาริมทรัพย์ ได้จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ประเภทการขายอสังหาริมทรัพย์
    บริษัท ดีดี จำกัด เป็นบริษัทในเครือของบริษัท พรศักดิ์ จำกัด ซึ่งบริษัทพรศักดิ์ถือหุ้นอยู่
    ร้อยละ50 ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง
    การขายบ้านและที่ดินของบริษัทจะให้ลูกค้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับบริษัทพรศักดิ์ และ
    ทำสัญญาจ้างบริษัทดีดี ปลูกสร้างบ้านบนที่ดิน
    ให้บันทึกรายการที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมกราคม ของบริษัท พรศักดิ์ จำกัด
    ม.ค. 1 ยอดคงเหลือยกมาในบัญชีภาษีธุรกิจเฉพาะค้างจ่ายเดือน ธ.ค 2550 จำนวน 80,000 บาท
    3 ได้รับเงินมัดจำตามสัญญาซื้อขายที่ดิน เป็นเงิน150,000 บาท ซึ่งบริษัทได้ออก ใบเสร็จรับเงิน เลขที่ 010151
    5 ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากสะสมทรัพย์ ตามที่ปรากฏในสมุดคู่ฝาก ช่องฝาก 50,000 บาท และช่องถอนที่เป็นค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500 บาท
    10 ได้รับดอกเบี้ยเงินกู้จากบริษัทในเครือ และบริษัทอื่นๆ ดังนี้
    บริษัท ดีดี 70,000 บาท ถูกหัก ณ ที่ จ่าย 700 บาท
    บริษัท สมโชค 200,000 บาท ถูกหัก ณ ที่จ่าย 2,000 บาท
    15 ชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะประจำเดือน ธ.ค. 2550
    16 ได้รับเช็คจากลูกค้าที่ทำสัญญาจะซื้อ ขาย กับบริษัท เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2551 เป็นเงิน 2,500,000 บาท เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้ในการเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมของกรมที่ดิน 2,000,000 บาท ต้นทุนที่ดินแปลงนี้คิดเป็นเงิน 1,800,000 บาท และเสียค่าพยานและอากรแสตมป์ใบมอบอำนาจ 100 บาท
    ให้ทำ บันทึกรายการในสมุดรายวันทั่วไป และคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนมกราคม

    8. บริษัท พากเพียรประกันภัย จำกัด ประกอบกิจการรับประกันชีวิตและประกันวินาศภัย
    มีรายการที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคม ดังต่อไปนี้
    2551
    มี.ค 1 ออกใบเสร็จรับเงินเลขที่ 010351 รับค่าเบี้ยประกันชีวิต 500,000 บาท
    5 จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ประกันอัคคีภัยตามสัญญา ประกันอัคคีภัยเป็นเงิน 1,000,000 บาท ได้รับดอกเบี้ยจากลูกหนี้เงินกู้ 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยจากบริษัท
    ในเครือที่ถือหุ้น ร้อยละ 15 จำนวน 500,000 บาท
    15 ชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะประจำเดือน ก.พ. 15,000 บาท (รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น)
    17 ออกใบรับค่าเบี้ยประกันชีวิต เป็นเงิน 500,000 บาท ตามหลักฐานที่ตัวแทนส่ง
    ค่าเบี้ยประกัน
    18 จ่ายคืนค่าเบี้ยประกันชีวิตที่รับเมื่อ 1 ม.ค. 2551 ให้ผู้ประกันชีวิตที่ฆ่าตัวตายเป็นเงิน 300,000 บาท
    31 บันทึกรายการค่าภาษีธุรกิจเฉพาะค้างจ่าย
    ให้ทำ แสดงการบันทึกรายการข้างต้นในสมุดรายวันทั่วไป

    9. โรงรับจำนำแบ่งปันจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ใช้เกณฑ์รับรู้รายได้ รายจ่ายตามเกณฑ์เงินสด ระหว่างเดือน มี.ค. สรุปรายรับ-รายจ่าย ได้ดังนี้
    รายรับ
    ดอกเบี้ยจากการจำนำ 1,000,000
    รายได้การขายของหลุดจำนำ 500,000
    ค่าธรรมเนียมชำระดอกเบี้ยล่าช้า 70,000
    รวม 1,570,000


    รายจ่าย
    ค่าเช่าอาคาร 20,000
    ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมธนาคารพาณิชย์ 40,000
    เงินเดือนพนักงาน 30,000
    เงินเดือนกรรมการผู้เป็นหุ้นส่วน 100,000
    ค่าสาธารณูปโภค 35,000
    รวม 225,000
    รายรับสูงกว่ารายจ่าย 1,345,000
    ให้ทำ แสดงการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ แสดงรายการในแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนมี.ค. 2551

    10. ญาติของท่านได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งเมื่อ 1 ม.ค. 2550 โดยซื้อในราคา 2,000,000 บาท และปลูก สร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าวและอยู่อาศัยพร้อมทั้งได้ย้ายทะเบียนมาอยู่วันที่ 1 มิ.ย. 2550
    ในเดือน พ.ค. 2551 จะต้องไปทำงานต่างประเทศจึงจะขายบ้านดังกล่าว ให้เพื่อนในราคา
    4 ล้านบาท ที่ดินและบ้านราคาประเมิน 3.8 ล้านบาท ท่านจะแนะนำญาติท่านอย่างไร จึงได้ ประโยชน์ทางภาษีมากที่สุดและในกรณีนี้ญาติของท่าน ต้องเสียภาษีเท่าใด

    เอกสารอ้างอิง

    ยุพดี ศิริวรรณ. (2550). การบัญชีภาษีอากร. กรุงเทพฯ: จำปาทองปริ้นติ้ง.
    สรรพากร, กรม. (2551). ภาษีธุรกิจเฉพาะ. [เอกสารเผยแพร่]. กรุงเทพฯ: ผู้แต่ง.
    --------. (2551). วิธีกรอกแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ ปีภาษี 2551 ภ.ธ. 40. [จุลสาร].
    สุเทพ พงษ์พิทักษ์. (2547). แนวทางการวางแผนภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ. กรุงเทพฯ:
    ม.ป.ท.
    www.rd.go.th



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น